เกิบ คุณค่าใต้ฝ่าเท้า
เกิบ ตามภาษาอีสาน หรือรองเท้าแตะที่เราคุ้นเคย ชื่อนี้ ดูเผินๆเหมือนไม่สำคัญ .... ยิ่งถ้ามีตัวเปรียบเทียบ ชั้นหรู เช่นส้นสูง , ส้นตึก , ผ้าใบ หรือหนังกลับคัทชู เกิบยิ่งดูไร้ค่า แต่ถ้าหากเรากลับถึงบ้านแล้ว ต้องถอดรองเท้าผ้าใบเก็บเข้าที่ เมื่อนั้น ความสำคัญของรองเท้าแตะคงจะเกิดขึ้นในทันที ใครจะเชื่อบ้างว่า รองเท้าแตะ กลับกลายเป็นหนึ่งในสถิติถูกลักขโมยมากที่สุด แต่ไม่ได้หมายความว่ามีแก๊งขโมยรองเท้าแตะหรอกนะ มันหายตัวแบบไร้ร่องรอยไปเอง สาเหตุหนึ่งน่าจะมาจากการหยิบยืม สวมใส่โดยพละการ เพราะตัวมันเองก็รู้สึกว่าจะเป็นของสาธารณะที่หยิบยืมง่าย จนบางครั้งคนที่ยืมไปก็ลืมคืน และกลายเป็นหัวขโมย โจรกรรมรองเท้าแตะไปโดยปริยาย สมัยหนึ่ง เกิบยาง (บรรพบุรุษของเกิบแตะ ทำจากยางรถยนต์) ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายซ้ายเลยทีเดียว(ฝ่ายประชาชนที่ต่อต้านการกดขี่ของฝ่ายทุนนิยม หรือฝ่ายรัฐที่มักใส่รองเท้าบูต) ซึ่งในยุค 14 ตุลา 16 นั้น นักศึกษาที่หนีเข้าป่าก็มักจะใส่รองเท้ายาง ตามแบบเวียดนาม จนเกิดกระแสการแต่งกายที่ฮิตในสมัยนั้น เรียก ว่า 5 ย. คือ 1 ผมยาว , 2 เสื้อยืด , 3 กางเกงยีนส์ , 4 สะพายย่าม และ 5 รองเท้ายาง มาในยุคปัจจุบัน ความขัดแย้งทางความคิดจบลงแล้ว แต่ความสำคัญของรองเท้าแตะยังไม่จบลง เมื่อรองเท้ายางรถยนต์เริ่มหายาก และเทคโนโลยีการผลิตรองเท้าก็เจริญก้าวหน้า ชาวบ้านจึงเปลี่ยนมาใส่รองเท้าแตะ หูคีบ หรือที่เรียกกันว่า “สามหูหน้าขาว” แทน รองเท้าแตะ มีส่วนผสมหลักๆ จาก 2 ส่วน คือ ยางพารา กับโฟม (ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเคมีสามารถทำปฏิกิริยากับยางพาราจนขยายตัวได้หลายเท่า) นำมาขึ้นรูปด้วยความร้อน รีดเป็นแผ่นตัดด้วยเครื่องจักรแบบง่ายๆ ใช้แรงงานคนเป็นส่วนใหญ่ในการผลิต และผลิตได้เป็นจำนวนมาก เราจึงมักจะซื้อรองเท้าแตะได้ในราคาถูก ถูกมากจนรู้สึกว่ามันไร้ค่า และมักจะไม่ค่อยเสียดายยามทำมันหาย หรือเมื่อมันหายไปเอง แต่สำหรับคนกลุ่มหนึ่งคุณค่าของรองเท้าแตะไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาเพียงไม่กี่บาท แต่พวกเขาก็รักรองเท้าแตะเทียบเท่ากับชีวิตเลยทีเดียว นั่นคือกลุ่มคนที่ พึ่งพาอาศัยเกี่ยวพันกับกระบวนการต่างๆ ตั้งแต่เริ่มเกิด จนเดินทางไปถึงฝ่าเท้าของผู้สวมใส่ ในราคาไม่เกิน 30 บาท ซึ่งใน30 บาทนี้ต้องแบ่งให้กับผู้คนมากมาย ตั้งแต่ชาวสวนยาง , แท่นขุดเจาะน้ำมัน, คนงานชาวพม่าในโรงงาน, ร้านค้าส่งในกรุงเทพฯ ,รถบรรทุกรับจ้างขนส่งสินค้า , ร้านค้าปลีกทั่วประเทศ ไปจนถึงรองเท้าจำนวนมากมายมหาศาลในร้านค้าประเทศลาว เราจึงเห็นจำนวนคนเรือนหมื่นเรือนแสน ดำรงชีวิตอยู่ด้วยสภาพเศรษฐกิจ และการซื้อขายของรองเท้าแตะนับล้านคู่จากเมืองไทย วันนี้รองเท้าแตะจากจีนกำลังดาหน้าเข้ามาช่วงชิงพื้นที่ใต้ฝ่าเท้า กลายเป็นคู่แข่งยักษ์ใหญ่รายสำคัญของคนไทย เช่นเดียวกับสินค้าจากเมืองมังกรอีกนานาชนิด เหมือนครั้งหนึ่งที่รองเท้าแบรน์เนมฝรั่งเคยเข้ามาตีตลาด โหมโฆษณาทางทีวีจนเกิดเป็นกระแสแฟชั่นรองเท้าฟองน้ำวัยรุ่นฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมือง รองเท้าแตะไทย น่าจะเป็นหนึ่งในหนูตัวเล็ก ๆ ที่ช่วยราชสีห์ได้บ้าง ในยุคน้ำมันแพงเช่นทุกวันนี้ ติดตามได้ในรายการกบนอกะลา ตอน เกิบ คุณค่าใต้ฝ่าเท้า ศุกร์ที่ 23 กันยายนนี้ 2 ทุ่มครึ่ง ทางโมเดินน์ไนน์ ทีวี