“คนค้นฅน” ชายผู้ถอยหลังไปข้างหน้า เขาจะบรรลุธรรมหรือไม่ ?
คนเรามีจุดมุ่งหมายของชีวิตต่างกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วใฝ่ฝันที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต มีเกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทอง แต่ในขณะที่ชายผู้นี้ วีระศักดิ์ ยอดระบำ หมุนเข็มนาฬิกาชีวิตย้อนกลับ เดินทางไกลในไร่แห่งจิตวิญญาณ เพื่อแสวงหาเป้าหมายที่สวนทางกับคนส่วนใหญ่ สิ่งที่เขาต้องการคืออะไร ต้องทุ่มเทแค่ไหน เขาได้พบหรือไม่ และต้องแลกกับอะไรบ้าง “คนค้นฅน” วันอังคารที่ 22 กรกฎาคมนี้ตอบคุณได้

วีระศักดิ์ ยอดระบำ เล่าให้เราฟังว่า “นับถอยหลังไปหลายสิบปี ผมเคยเป็นนักข่าว นักคิด นักเขียน นักเดินทาง และนักค้นหา บนวิถีของเกษตรธรรมชาติ ที่ชีวิตดูเหมือนไม่น่าจะต้องดิ้นรนขนขวายอะไรอีกแล้ว ผมมีบ้าน มีครอบครัว มีเมีย มีลูก และกิจการที่ทั้งสุขสบายอยู่ในเมืองหลวง แต่วันนี้ผมสละทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในชีวิตของคนส่วนใหญ่ อาศัยอยู่ในกระท่อมไม้ไผ่ในป่า ไม่มีทั้งไฟฟ้า น้ำประปา และเครื่องอำนวยความสะดวกทั้งปวง ต้องพึ่งพาตัวเองด้วยการปลูกข้าว ปลูกผัก ปลูกหญ้า ผลิตอาหารกินเอง ในพื้นที่ๆจำกัด ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ชีวิตของผมถึงแม้จะอายุมากขึ้นทุกๆวัน แต่ยังไงทุกวันนี้ผมก็ยอมรับว่ายังต้องฝึกฝน แล้วก็ต้องขัดเกลาตัวเองอีกมาก ถ้าพูดภาษาชาวบ้าน ก็คือผมยังต้องการปลดปล่อยในเรื่องจิตวิญญาณ หรือถ้าพูดภาษาพระ ก็คือต้องการบรรลุธรรม ซึ่งการบรรลุธรรม ไม่ได้หมายถึงเรื่องความขลัง หรือพิเศษอะไร แต่การบรรลุ ธรรม คือ การรู้ความจริง แล้วสามารถดำเนินชีวิตอยู่บนรากฐานของความจริงได้ผมไม่ได้อยากเปิดตัวมาก เพราะเมื่อผมเปิดตัวออกไป ก็ใช่ว่าคนจะเข้าใจถูกต้องทั้งหมด อีกอย่างก็สังเกตเห็นว่าคนเรามักจะเข้าไปห้อมล้อมคนมีชื่อเสียง แต่คนพวกนั้นก็ใช่จะเป็นตัวจริง ผมนี่แหล่ะตัวจริง คือ ลงไปสู่วิถีชีวิตที่ชัด เพราะว่ามันมีที่มาที่ไป ครั้งหนึ่งก็ใช้ความคิดต่อการปฏิวัติสังคมจับอาวุธ ต่อจากนั้นก็เริ่มซึมซับรับข้อมูลข่าวสารจนเกิดความคิดแล้วก็ค่อยๆ วิเคราะห์ปรากฏการณ์ต่างๆ มากขึ้น อีกอย่างหนึ่งก็ศึกษาเรื่องวิถีตะวันออก เรื่องราวของศาสนาพุทธ กระทั่งได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าสังคมปัจจุบันเราไม่มีทางออกจริงๆ นอกจากความเป็นปัจเจกที่ต้องมุ่งตรงลงลึกเข้าไป คล้ายคนที่กำลังหลุดพ้นจากปัจจัยทั้งหลาย อย่างเช่น เกษตรกรเองก็มุ่งแต่เรื่องเทคนิคของการผลิตให้ได้มากๆ ส่วนเป้าหมายก็ไม่เปลี่ยน คือเพื่อการขาย หรือหาเงินเท่านั้น มันมีคนไม่กี่คนหรอกที่เข้าใจว่าการปลูกพืช ปลูกผักทำการเกษตร นั้นคือการขัดเกลาทางจิตวิญญาณ ฝึกฝนหล่อหลอมตัวเอง ซึ่งมันเป็นการทำงานไม่ได้เพื่อมุ่งหวังผล หรือเป้าหมายทางวัตถุ และอย่างการที่คนเรากินผักเจือปนสารพิษนี่ถือเป็นเรื่องธรรมดา ทว่าหากใครหันมากินพืชผักปลอดสารพิษ ก็กลายเป็นเรื่องพิเศษ ทั้งๆ ที่การกินอาหาร หรือพืชผักปลอดสารพิษนี่เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์มาตั้งแต่ไหน แต่ไรแล้ว ไม่จำเป็นต้องใส่สารเคมีอะไร แต่ทุกวันนี้เรื่องเกษตรอินทรีย์ หรือเกษตรธรรมชาติกลายเป็นเรื่องพิเศษไปแล้ว เหมือนว่ามนุษยชาติเกิดมาจะต้องกินพืชผักเจือสารพิษ สารเคมี แต่ถ้าพวกที่ไม่กินก็เป็นพวกหัวก้าวหน้า มีการศึกษา ต้องมีความรู้ และตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อม สำหรับความหวัง หรือประกายความคิดนึกปัจจุบันนี้ ผมรู้สึกตัวเองมีความหมาย มีความสงบ แล้วก็ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองค้นหา ไม่ว่าการปลูกข้าว มีถั่วมีงา มีผัก มีผลไม้ อย่างที่ไร่ที่ผมอยู่มากว่า 4 ปี ผมถือว่า 1 ใน 3 ส่วนของชีวิตผมบรรลุแล้ว และอีกไม่นานผมคิดว่าจะข้ามพ้นเส้นกลางไปสู่จุดหมายที่คาดหวัง และลงตัว มีหลายคนอยากจะขึ้นมาอยู่กับผม อยากบรรลุธรรม อยากใช้ชีวิตอย่างวิถีธรรมชาติ ทว่า พวกเขาก็บอกว่าติดโน่น ติดนี่อยู่ทำอย่างไรดี ผมก็บอกเขาว่าตัดทิ้งสิ จะมัวติดอะไรอยู่ เพราะสิ่งนั้นแหละ คือ ตัวปัญหา แล้วก็จะได้เรียนรู้ในสิ่งที่บรรพบุรุษของเราเคยเรียนรู้” เขาบอกว่าเขาถอยหลังเพื่อนับหนึ่งใหม่อย่างเงียบๆ แต่เข้มข้นจริงจัง และท้าทาย เป้าหมายของเขา คือ การบรรลุธรรม อันเป็นความจริงของชีวิต ดังนั้น ชีวิต ความคิด ความอ่าน และการเป็นอยู่ของ เขาจึงคือเป้าหมายที่ทุกคนค้นได้ใน รายการ “คนค้นฅน” วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม