ก้องฟ้า เทพประทาน อัจฉริยะหนังตะลุงฟันน้ำนม
เสียงดนตรี และเสียงการขับร้องบทกลอนหนังตะลุงดังก้องออกมาจากศาลามุงจากหลังเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ภายในบ้านหลังหนึ่งใน ต.เขาต่อ อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ ศาลาหลังนั้นถูกดัดแปลงให้กลายเป็นโรงหนังตะลุงขนาดเล็ก ด้านหน้าถูกขึงด้วยผืนผ้าสีขาว ด้านหลังมีดวงไฟอีกหนึ่งดวงที่จะช่วยทอดเงาจากตัวหนังให้โลดแล่นอยู่บนผ้าผืนนั้น เครื่องเสียงขนาดเล็กก็ถูกเปิดขึ้นเป็นเสียงดนตรีประกอบการขับร้องบทกลอนในการเล่นหนังตะลุง พื้นหญ้าด้านหน้าโรงหนังก็ถูกจับจองพื้นที่จากคุณตาคุณยาย ลุงป้า น้าอา ในหมู่บ้านเพื่อรอดูการแสดงหนังตะลุงจากศาลาหลังนั้น เมื่อถึงเวลาดนตรีก็เริ่มบรรเลง ตัวหนังเริ่มเชิดทั้งฤาษี พระอิศวร และตัวหน้าบท เสียงขับบทกลอนก็เริ่มดังขึ้นจากผู้ที่นั่งอยู่หลังจอผ้าสีขาวผืนนั้น หรือผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นนายหนัง แต่เสียงนั้นกลับไม่ใช่เสียงจากนายหนังตะลุงชื่อดังผู้เคี่ยวกรำ และสั่งสมประสบการณ์การเล่นหนังตะลุงมาเป็นเวลานาน แต่กลายเป็นเสียงจากเด็กตัวน้อย ที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม เสียงจากเด็กชายวัย 8 ขวบที่มุ่งมั่นตั้งใจว่าสักวันหนึ่งเขาจะสร้างคณะหนังตะลุง และให้ชื่อมันว่า “หนังตะลุงก้องฟ้า เทพประทาน” น้องก้อง หรือ ด.ช. วีรภัทร์ อรัญ ลูกชายคนโตของครอบครัวอรัญ เด็กผู้ที่เกิดมาพร้อมกับความอัจฉริยะด้านการหนังตะลุง ทั้งการแกะตัวหนัง การเชิดตัวหนัง การร้อง และการแต่งบทกลอนสำหรับการแสดงหนังตะลุง ความอัจฉริยะของเขาเริ่มปรากฏขึ้นมาในวันที่เขาอายุได้เพียง 4 ขวบ มันปรากฏขึ้นหลังจากวันที่เขาได้มีโอกาสดูการเล่นหนังตะลุงในงานวัดแห่งหนึ่ง และนั่นก็ถือเป็นสิ่งที่จุดประกายให้เด็กน้อยคนนี้ได้ค้นพบความเป็นอัจฉริยะในตัวของเขา ชีวิตความเป็นเด็กอัจฉริยะของหนูน้อยคนนี้จะเป็นอย่างไร เขาจะรักในความเป็นหนังตะลุงมากน้อยแค่ไหน การใช้ชีวิตในฐานะเด็กวัย 8 ขวบของเขาจะยังคงปกติหรือไม่ ติดตามชมและเรียนรู้ความเป็นเด็กอัจฉริยะของหนูน้อยคนนี้ได้ในคนค้นฅน ตอนก้องฟ้า เทพประทาน อัจฉริยะหนังตะลุงฟันน้ำนม คืนวันอังคาร ที่ 22 มิถุนายน 2553 ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี