ทีวีบูรพา ร่วมส่งเสริมคนดี สดุดีคนกล้า
 กระตุ้นจิตสำนึกทุกสังคมจัดงาน  “คนค้นฅนอวอร์ดครั้งที่ 1”

            หากสังคมต้องการคนดี แน่นอนว่าในทุกซอกมุมบนโลกในใบนี้ ยังคงเปี่ยมล้นไปด้วยคนที่มีจิตใจดีมุ่งมั่นและไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาและพร้อมจะธำรงชีวิตโดยยึดมั่นความ ดีงามในหัวใจแม้บางหัวใจอาจจะไม่มีสิ่งใดที่เพียบพร้อมให้เขาเหล่านั้นซื่อสัตย์กับความดีที่ทำอยู่ ไม่มีแม้ทุนทางสังคมที่จะเริ่มต้นเป็นผู้ชี้นำแต่สิ่งที่เขาเหล่านั้นมีคือหัวใจ
ที่พร้อมจะยึดมั่นในความสุขบนวิถีความดีงามที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม
บริษัท ทีวีบูรพา จำกัด ร่วมกับสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี จัดงานประกาศผลรางวัล “คนค้นฅนอวอร์ ครั้งที่1”เพื่อเชิดชูและให้กำลังใจ“คนดี”และเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นในสังคม ให้มีความเชื่อมั่นในความดีที่ทำว่ายังมีคนอีกมากมายเห็นความดีและพร้อมเป็นกำลังใจ
และที่สำคัญบุคคลเหล่านี้จะเป็นแบบอย่างและกำลังใจให้กับคนหมู่มากในสังคมได้สู้ต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ
สำหรับบรรยากาศงาน“คนค้นฅนอวอร์ด ครั้งที1”นี้เรียกว่าเป็นกันเองและอบอุ่น เริ่มต้นจากกา ร  ต้อนรับแขกทุกท่านที่มาร่วมงาน โดยมีสุทธิพงษ์  ธรรมวุฒิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีวี บูรพา ,  เลิศลักษณ์ ธรรมวุฒิ รองกรรมการบริษัท ทีวีบูรพา และทีมงาน ทั้งหมด ให้การต้อนรับอย่างเป็นกันเอง ผู้ที่มาร่วมงานในครงั้นี้ล้วนมาจากหลากหลายสาขาอาชีพ อาทิ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล , แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ , ศาสตราจารย์ระพี สาคริก , เขมทัตต์ พลเดช ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท., พรชัย ปิยะเกศิน ผู้อำนวยการฝ่ายรายการ บมจ.อสมท.,รสนา โตสิตระกูล สว.กรุงเทพมหานคร และ เดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิข้าวขวัญ, ทีมผู้บริหารธนาคารธนชาต,ทีมผู้บริหารจาก SCG  และบุคคลผู้มีชื่อเสียงอีกมากมายทำให้บรรยากาสคราคร่ำไปด้วยความสุขและ อบอุ่นมากยิ่งขึ้น


















นอกจากนี้ผู้ชมและแฟนๆรายการคนค้นฅนก็มาร่วมแสดงความยินดีและเดินทางมาร่วมงาน มากกว่าร้อยชีวิตเพียงเพื่อต้องการเป็นส่วนหนึ่งในงานและต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการส้รางกำลังใจให้กับคนไทยด้วยกันเอง 
               เริ่มต้นกับบรรรยากาศความสุขกับพี่แอ๊ด แห่งวงคาราบาว ที่มาร้องเพลง “ค่าของคน”



สร้างกำลังใจให้กับผู้มาร่วมงานพร้อมได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ระพี สาคริก เป็นประธานของงานและกล่าว ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “แด่ความดีงามของมวลมนุษย์” โดยกล่าวแสดงความยินดีแก่ผู้ที่ได้รับรางวัลเกียรติ ยศทุกคนเพราะถือเป็นบุคคลตัวอย่างที่สมควรได้รับการยกย่องเชิดชูจากสังคม และวิถีแห่งการดำเนินชีวิตของแต่ละท่านควรค่าแก่การเป็นแบบอย่างให้คนในสังคมนำไปปฏิบัติตามต่อไป

 

จากนั้นเป็นการประกาศผลรางวัลซึ่งในปีนี้มี 7 ประเภทรางวัล คือ
1.รางวัลเกียรติยศ

ผู้ได้รับรางวัลเกียรติยศ คือ อาจารย์วิวัฒน์  ศัลยกำธร หรืออาจารย์ยักษ์ ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติและประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง แม่ทัพใหญ่ของกองทัพเกษตรโยธิน ผู้เดินตามรอยบาท ด้วยการปฏิบัติบูชา
อาจารย์วิวัฒน์ศัลยกำธรกล่าวว่า“จริงๆแล้วไม่คิดว่ารางวัลนี้ตนควรจะได้หากแต่เป็นกลุ่มคนที่ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา
ควรจะได้รับผมเป็นเพียงตัวแทนที่ขึ้นมายืนบนที่แห่งนี้ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับ แผ่นดินที่ผมอยู่ซึ่งวันนี้ทุกอย่างเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าพลังแหง่ความมุ่งมั่นและความพากเพียรจะนำ พาความสำเร็จมาให้กับทุกคน”








2.รางวัลผู้สร้างแรงบันดาลใจ
ผู้ได้รับรางวัลผู้สร้างแรงบันดาลใจ คือ ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เภสัชกรหญิงวัย 57 ปี เจ้าของรางวัลแมกไซไซ  ผู้หญิงที่นำความรู้ด้านเภสัชศาสตร์ไปต่อชีวิตให้กับผู้คนในดินแดนที่ยากจน โดยมีค่าตอบแทนเป็นความสุขกับความภาคภูมิใจที่ช่วยให้เพื่อนมนุษย์มีโอกาสเข้าถึงยาและ ดร.ซินเทีย หม่อง แพทย์หญิงชาวกะเหรี่ยงที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทยในฐานะผู้อพยพผู้ยึดมั่นกบการใช้ชีวิตเพื่อการ ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์
ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ กล่าวว่า “ทุกครั้งที่ได้เดินทางไปในที่ต่าง ๆ จะคิดเสมอว่าเราต้องช่วยเหลือคนที่ลำบากตกทุกข์ได้ยาก  เพราะสาระสำคัญของการเกิดมาเป็นมนุษย์คือการมองเห็นคุณค่าของกันและกันในความเป็นมนุษย์ ทุกสิ่งที่ทำอยู่ไม่รู้ว่าจะเป็นบวกหรือลบ แต่ก็ยังคงจะทำเพราะเป้าหมายของเราคือการทำสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อคนอีกจำนวนมาก”



            ดร.ซินเทีย หม่อง กล่าวว่า  “การทำงานทุกวันนี้ไม่เคยรู้สึกว่าเหน็ดเหนื่อย แต่กลับรู้สึกภาคภูมิใจที่สามารถช่วยเหลือคนจำนวนมากที่เดือดร้อนตามแนวตะเข็บชายแดน  โครงการ"หมอแบ๊กแพ็ค"เริ่มต้นเมื่อ10ปีที่ผ่านมา ถึงวันนี้ความสำเร็จที่ภาคภูมิใจคือการที่ได้ทำสิ่งที่รักควบคู่กับการช่วยเหลือคนที่ลำบากในสังคมที่เชื่อ แน่ว่ายังถูกมองข้าม”



3.รางวัลผู้ปิดทองหลังพระ
ผู้ได้รับรางวัลผู้ปิดทองหลังพระ คือ “ครูประภาพร เพ็ชวุฒ” ครูอาสายอดนักสู้อุทิศชีวิต   เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของเด็กๆ และ “ปรีดา  เทียนส่งรัศมี” ผู้มีสายเลือดแห่งนักอนุรักษ์นกเงือก อุทยานแห่งชาติ บูโด - สุไหงปาดี มูลนิธิวิจัยนกเงือก
ครูประภาพร เพ็ชวุฒ กล่าวว่า “รางวัลในครั้งนี้ถือเป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจและมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น สิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน คือจะมีคนที่สนใจคนตัวล็ก ๆ ในสังคมเล็ก ๆ ให้ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในสังคมที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนอีกมาก ถึงวันนี้ก็ยังคงยึดมั่นที่จะทำสิ่งดี ๆ เพื่อเด็ก เพื่อสังคมต่อไปอย่างไม่มีวันย่อท้อ”



            ปรีดา  เทียนส่งรัศมี กล่าวว่า “การที่มีวันนี้ต้องยอมรับว่าได้แบบอย่างที่ดีมาตั้งแต่รุ่นพ่อ อา และพี่น้องอีกหลายคน ซึ่งต้องยอมรับว่าเหมือนเป็นภาระหน้าที่ของเราที่เป้าหมายสำคัญของการทำงานอนุรักษ์คือชาวบ้านต้องได้ประโยชน์สูงสุดนั่นเอง ณ วันนี้ยังมีเรื่องท้าทายอีกมากมายที่ยังคงต้องให้เราทำ หากผมจะสามารถทำได้ก็จะขอทำสิ่งนี้ไปจนวันตาย”



4.รางวัลคนนอกกรอบ
ผู้ได้รับรางวัลคนนอกกรอบคือ“ตุ๊หล่าง แก่นคำหล้า พิลาน้อย” ความสุขบนรอยไถของเด็ก หนุ่มชาวนา
ที่ผู้มีศรัทธาอันมั่นคงและคามเชื่ออย่าแรงกล้าว่าอาชีพชาวนา คือ อาชีพแห่งเนื้อนาบุญอันยิ่งใหญ่รองจากการเป็นนักบวชในศาสนา
            แก่นคำกล้า พิลาน้อย กล่าวว่า “สิ่งสำคัญสุดในการใช้ชีวิตคือ ต้องมีความเชื่อและศรัทธาในสิ่งที่ทำ
รวมทั้งต้องพึ่งพาตนเองด้วยความเพียรบวกความรู้และคุณธรรม ตามแนวทางแห่งความพอเพียง 
ผมเชื่อว่ามนุษย์เป็นสัตว์โขลง ถ้าเรารอดอยู่คนดียว แล้วคนอื่นตายหมด เราจะอยู่ไปเพื่ออะไร การทำพันธุ์ข้าวไม่ใช่เพื่อตนเอง
แต่เพื่อความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์ชาติผมเชื่อว่าข้าวเพียงเม็ดเดียว
เราสามารถสร้างพันธ์ข้าวที่หายไปกับการพัฒนาให้กลับมาใหม่ได้อีกครั้ง”





5.รางวัลนักสู้ผู้ไม่แพ้
ผู้ได้รับรางวัลนักสู้ผู้ไม่แพ้ คือ  ยาน๊ะ สะแลแม หญิงชาวบ้าน ผู้ลุกขึ้นสู้ด้วยจิตสำนึกแห่งความเป็นแม่ ก่อนจะนำไปสู่สำนึกแห่งความเป็นธรรม
ยาน๊ะ สะแลแม กล่าวว่า “รู้สึกภาคภูมิใจอย่างมากที่ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่จะเป็นกำลังใจให้กับคนอื่น ๆ อีกมากมาย กับรางวัลครั้งนี้ สิ่งที่คิดมาตลอดคือ ยาน๊ะไม่ได้เป็นคนที่ร่ำเรียนมาสูงหรือมีทุนทางสังคมที่มากมาย แต่ยาน๊ะสามารถมายืนบนเวทีแห่งนี้ท่ามกลางท่านที่มีเกียรติประวัติเป็นที่ยอมรับในสังคม ทำให้ยาน๊ะเชื่อมั่นอย่างหนึ่งว่าการทำความดีย่อมมีคนเห็นจะช้าจะเร็วก็ตาม เพียงแต่เรามีศรัทธาและกำลังใจ”



6.รางวัลคนเล็ก…หัวใจใหญ่
ผู้ได้รับรางวัลคนเล็ก…หัวใจใหญ่ คือ  น้องมาร์ค หรือ "ด.ช.สรวิศ ไชยสัจ” เด็กกตัญญูแห่งอำเภอโนนสูง “โค้ชแหง่น หรือ ปริญญา เหล็กดี” ชายผู้ทุ่มเทเพื่อสร้างทีมฟุตบอลแม้ร่างกายจะพิการ และ “มะกุด ต่ออำนาจ” สาวสู้ชีวิตที่เกิดมาพร้อมร่างกายเพียงครึ่งท่อน แต่กลับมองโลกแง่บวกและไม่เคยขอใครกิน
            ด.ช.สรวิศ ไชยสัจ กล่าวว่า “ทุกอย่างที่ผมทำเพราะต้องการตอบแทนบุญคุณปู่และย่าที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่อายุแค่ 10 วัน วันนี้ผมโตทำทุกอย่างได้ขณะที่ปู่ย่าลำบากผมต้องดูท่าน สิ่งที่ทำวันนี้หากจะสามารถเป็นสว่น หนึ่งของกำลังใจในสังคมได้ผมก็มีความภูมิใจหากจะเป็นตัวอย่าง ของเยาวชนไทยได้”
                ปริญญา เหล็กดี กล่าวว่า “ถ้าวันที่ผมเดินไม่ได้แล้วท้อแท้ไม่ลุกขึ้นมาสู้ผมคงไม่มีวันนี้ ไม่ได้ขึ้นมายืนบนเวทีแห่งนี้ และคงไม่ได้มีโอกาสเป็นกำลังใจให้ใครในวันนี้ อยากบอกว่าหากหัวใจเราสู้ มีความหวัง  มีศรัทธา ทุกอย่างก็จะไม่ใช่อุปสรรคในชีวิตแต่จะเป็นแรงกระตุ้นให้เราทำสิ่งนั้นออกมาอย่างดีที่สุด”
                มะกุด ต่ออำนาจ กล่าวว่า “คนอื่น ๆ อาจมองแล้วขำกับสภาพร่างกายที่มีเพียงครึ่งเดียว แต่สิ่งที่มะกุดมีเหมือนทุกคนคือความตั้งใจที่จะไม่เป็นภาระของใคร และต้องการที่จะตอบแทนบุญคุณผู้มีพระคุณที่ลี้ยงดู   มะกุดไม่เคยคิดว่าร่างกายที่ครบ32เท่านั้นที่จะวัดความสำเร็จของทุกคน แต่วันนี้มะกุดสามารถทำทุกอย่างที่ทุกคนทำได้เพียงเพราะกำลังและความศรัทธาในชีวิต วันนี้รู้สึกยินดีที่ได้มีโอกาสถ่ายทอดเรื่องของตนเองในการเป็นส่วนหนึ่งของกำลังใจในการต่อสู้ชีวิตต่อไป”







7.รางวัลคนต้นเรื่องแห่งปี
ผู้ได้รับรางวัลคนต้นเรื่องแห่งปี คือ “หมอแป้น” จากตอน ราชาหมอลำแห่งบ้านร่มเย็น ผู้ที่ไม่เพียงแค่การทำหน้าที่หมออย่างสุดความสามารถในการช่วยเหลือผู้ป่วย แต่ยังใช้วิชาความชอบในการร้องหมอลำมาเป็นส่วนหนึ่งในการประชาสัมพันธ์งานต่าง ๆ ในโรงพยาบาลให้กับผู้ป่วย โดยมีพยาบาล เจ้าหน้าที่โรงพยายามร่วมด้วยช่วยกัน
นายแพทย์สุชาติ ทองแป้น กล่าวว่า “ผมทำทุกอย่างด้วยใจรัก ตั้งแต่อ่ชีพหมอ หรือการเป็นนักร้องหมอลำ ทุกอย่างที่เป็นอาชีพสุจริตผมว่าไม่ใช่เรื่องที่ผิดที่จะทำ และวันนี้สิ่งที่ผมทำก็พิสูจน์แล้วว่าทุกคนมีความสุขที่ได้รับและผมมีความสุขที่ได้ทำ”



ในตอนท้ายของงาน สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ ได้นำกล่าว “ปฏิญญาแด่ความดีงามของมวลมนุษย์” โดยผู้ร่วมงานในหอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมฯ พร้อมใจกันกล่าวตามกึกก้อง มีใจความโดยสรุปว่า จะร่วมมือกันประกาศเกียรติคนดี สดุดีผู้เสียสละ จะสร้างสังคมแห่งการเกื้อกูล แบ่งปัน และการให้ จะนำพาสังคมไทยไปสู่กระแสที่สร้างสรรค์ด้วยความดีงาม จะผนึกเครือข่าย เพื่อสร้างขบวนบุญ ขบวนทาน และทางสายกลางแห่งเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างสังคมแห่งสันติสุข พอเพียง มั่งคั่ง และยั่งยืน
สู่แผ่นดินพระเจ้าอยู่หัว สังคมไทย และ มวลมนุษยชาติ  
นอกจากนี้ สุทธิพงษ์ยังกล่าวถึงตัวรางวัล “คนค้นฅน อวอร์ด” ว่า ได้รับการออกแบบโดย อาจารย์   สุดสาคร ชายเสม ช่างฝีมือผู้ชำนาญด้านวิจิตรศิลป์และงานศิลปกรรมไทย ผู้สร้างผลงานศิลปะที่ทรงคุณค่ามากมาย อาทิ โรงพิธีในการแสดงโขนเฉลิมพระเกียรติ ชุดพรหมาศ ที่จัดขึ้นตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จ-     พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยแนวคิดหลักของตัวรางวัล “คนค้นฅน อวอร์ด” ซึ่งเป็นรูปพระโพธิสัตว์
          ยืนประทานพรแก่สัตว์โลก ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์และตัวแทนของผู้เสียสละ เปรียบเสมือนเครื่องเตือนใจให้คนนึกถึงการเสียสละ และการทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน